4 เทคนิคการ เลือกธนาคาร ในการ กู้บ้าน วางแผนดี ชีวิตชิลล์

Home / กู้บ้าน / 4 เทคนิคการ เลือกธนาคาร ในการ กู้บ้าน วางแผนดี ชีวิตชิลล์

อยากกู้เงินมาซื้อบ้านหลังแรกจัง แต่ไม่รู้จะ เลือกธนาคาร ไหนดีน้า เพื่อนๆ ที่กำลังจะซื้อบ้านหลังแรกเป็นของตัวเอง คงกำลังจะประสบปัญหาแบบนี้กันอยู่ใช่ไหมครับ มาทางนี้เลยครับผมมีคำตอบให้กับเพื่อนๆ แล้วว่าจะ เลือกธนาคารไหนดีให้เหมาะสมกับเรามากที่สุด

ผมถือว่าขั้นตอนนี้สำคัญเป็นอันดับหนึ่งเลยนะครับ เพราะถ้าเราเลือกธนาคารที่เหมาะสมกับฐานะ รายได้กำลังในการผ่อนได้ถูกต้องแล้วจะช่วยเราอย่างมากเลยครับ เหมือนกับเลือกคู่ครองเลยทีเดียว อิอิ โดยสิ่งที่เราจะนำมาพิจารณาในการเลือกธนาคารที่เราจะกู้ ได้แก่

ดอกเบี้ยธนาคาร

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้

โดยดูว่าธนาคารมีลักษณะของการคิดอัตราดอกเบี้ยในรูปแบบที่เราต้องการหรือไม่ เพราะแต่ละธนาคารมักมีอัตราดอกเบี้ยหลายแบบแตกต่างกัน โดยผมแนะนำว่าควรไปเดินตามงาน money expo แล้วหยิบโบรชัวร์ของแต่ละธนาคาร และนำมาเปรียบเทียบว่าธนาคารใดมีอัตราดอกเบี้ยว่าสูงหรือต่ำกว่ากัน โดยอัตราดอกเบี้ยมีหลายแบบแตกต่างกัน ดังนี้

1.  เงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ (Fixed rate loan) เงินกู้แบบนี้ยังแบ่งได้อีกหลายประเภทนะครับ ได้แก่

1.1 อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นในช่วงแรกต่อจากนั้นจะเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว หมายถึง เงินกู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ระยะสั้นประมาณ 1-5 ปี และจากนั้นจะปรับเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว ไปวัดดวงกันตอนท้ายว่าลอยตัวแล้วจะดอกสูงหรือต่ำกันเลยทีเดียว

1.2 อัตราดอกเบี้ยคงที่ตลอดระยะเวลากู้ หมายถึง เงินกู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ตามประกาศของสถาบันการเงิน  ณ ขณะที่เรากู้ ซึ่งจะไม่ปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน เพราะฉะนั้นเงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือน ก็จะคงที่ตลอดระยะเวลากู้นาน ตามแต่ที่ผู้กู้จะเลือก อยากผ่อนมากผ่อนน้อยเลือกได้ตามสบายนะครับ อิอิ

1.3 อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะสั้นแบบขั้นบันไดในช่วงแรกต่อจากนั้นเป็นอัตราดอกเบี้ยลอยตัว งงไหมครับ ผมอธิบายง่ายๆ ก็คือ เงินกู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ระยะสั้นประมาณ 1-5 ปี แต่ในระหว่างนี้ อาจกำหนดคงที่แบบขั้นบันได เช่น คงที่ 2 ปี ปีแรกเท่ากับ 3.25% ปีที่สอง 4.25% เป็นต้น แต่หลังจากนั้น จะปรับเปลี่ยนเป็นอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว

กู้บ้าน

2. เงินกู้อัตราดอกเบี้ยลอยตัว (Floating rate loan)

เงินกู้ที่กำหนดอัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัว อธิบายง่ายๆ ก็คืออัตราดอกเบี้ยที่กำหนด ณ เวลาปัจจุบัน ตามประกาศนั้น และจะใช้ไประยะเวลาหนึ่ง และต่อมาภายหลัง อาจปรับเปลี่ยนขึ้นหรือลงได้ตามสถานการณ์ตลาดเงินหรือต้นทุนทางการเงินของสถาบันการเงิน ซึ่งการปรับใหม่นี้ จะปรับเมื่อใดนั้น ไม่สามารถจะทราบได้ ในบางปี อาจมีการปรับหลายครั้ง บางปีไม่มีการปรับเปลี่ยนเลยก็ได้ ทั้งนี้ การปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยอาจส่งผลกระทบต่อเงินงวดที่ชำระในแต่ละเดือนได้ ยิ่งช่วงนี้ธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งปรับลดอัตราดอกเบี้ย ใครกู้เงินแบบดอกเบี้ยลอยตัว ช่วงนี้ยิ้มกันเลยสิ อิอิ

3.   เงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะหนึ่งและปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา (Rollover Mortgage Loan)  

หมายถึง เงินกู้อัตราดอกเบี้ยคงที่ระยะหนึ่ง เช่น 3 ปี หรือ 5 ปี และปรับเป็นคงที่ใหม่ทุกรอบเวลา 3 หรือ 5 ปี ตลอดระยะเวลากู้นาน 25-30 ปี ตัวอย่างเช่น สินเชื่อเคหะรวมใจ ของ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ และธนาคารพาณิชย์ต่างๆ ปล่อยกู้ในปัจจุบัน ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยเงินกู้แต่ละช่วงจะคงที่โดยอิงกับต้นทุนพันธบัตรที่บวก 2.5% เช่น หากต้นทุนพันธบัตร 5% อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จะเท่ากับ 7.5% เป็นต้น เปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยจริงตามประกาศ

วงเงินกู้

โดยทั่วไป สถาบันการเงินจะให้กู้ประมาณร้อยละ 80 ของมูลค่าประเมิน หรือราคาซื้อขายบ้าน แล้วแต่ค่าใดจะต่ำกว่าอย่างไรก็ตาม การกู้เงินเพื่อที่อยู่อาศัยบางประเภท เช่น เงินกู้สวัสดิการแก่พนักงานบริษัท ข้าราชการ หรือพนักงานรัฐวิสาหกิจ อาจจะมีการให้กู้สูงถึงร้อยละ 90 หรือ 100% ยิ่งตอนนี้การแข่งขันแย่งลูกค้าของแต่ละธนาคารสูง บางธนาคารให้กู้ถึง 110 % ก็ยังมีใจป้ำกันจริงๆ เลย บ่องตง อิอิ

กู้บ้าน

การเลือกระยะเวลากู้ให้เหมาะสม

โดยทั่วไปธนาคารจะให้กู้ตั้งแต่ 5 – 30 ปี ขึ้นอยู่กับรายได้และอายุของผู้กู้ โดยอายุของผู้กู้ เมื่อรวมกับระยะเวลากู้ ต้องไม่เกิน 65 ปี ตัวอย่างเช่น ถ้าผู้กู้อายุ 50 ปี จะสามารถกู้ได้ยาวที่สุดเพียง 65 – 50 = 15 ปี ดังนั้นรีบกู้กันตั้งแต่เด็กๆ ดีกว่าจะได้กู้นานๆ อิอิ  เมื่อทราบความสามารถในการผ่อนต่อเดือนของผู้กู้และอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยในระยะยาวแล้ว ให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ธนาคารว่า หากจะกู้เงินตามวงเงินที่ต้องการโดยขอผ่อนเท่าความสามารถในการผ่อนต่อเดือน จะต้องผ่อนกี่ปี ซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์ของธนาคารที่อายุของผู้กู้ เมื่อรวมกับระยะเวลากู้ ต้องไม่เกิน 65 ปี ระยะเวลากู้ที่ได้คือระยะเวลาที่ผู้กู้ผ่อนได้โดยไม่เกิดปัญหา การเลือกระยะเวลากู้มากนั้น ไม่ต้องกลัวจะเสียดอกเบี้ยมาก เพราะหากเดือนไหนเรามีเงินมาก ก็สามารถจ่ายธนาคารมากกว่าที่ได้กำหนดไว้เป็นงวด โดยเงินส่วนเกินที่จ่ายมากขึ้นจะไปลดที่เงินต้น เมื่อเงินต้นลด ดอกเบี้ยก็จะเสียน้อย และระยะเวลาในการผ่อนจริงก็จะสั้นลงไปเองนะครับ

เรื่องค่าใช้จ่ายในการกู้

ให้เราเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่ทางธนาคารจะเรียกเก็บ เช่น ค่าประเมินมูลค่าหลักประกัน ควรเลือกธนาคารที่มีค่าใช้จ่ายเหล่านี้ที่ให้ราคาเป็นธรรมไม่สูงเกินไปโดยค่าใช้จ่ายเหล่านี้ ได้แก่

  • ค่าธรรมเนียมยื่นกู้ อัตราสูงสุดที่ธนาคารคิดกันในขณะนี้อยู่ที่ประมาณ 0-1 % ของวงเงินที่ขอกู้
  • ค่าประเมินราคาหลักทรัพย์ อยู่ระหว่าง 0-0.5% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน
  • ค่าประกันอัคคีภัยประมาณ 2,000 บาท ต่อมูลค่าบ้าน 1 ล้านบาท
  • ค่าปรับที่จะต้องจ่ายให้กับสถาบัน การเงินเดิม กรณีไถ่ถอนจำนองก่อนกำหนด 3-5 ปี

และยังมีส่วนที่ต้องจ่ายให้กับกรมที่ดิน ประกอบด้วยค่าธรรมเนียมการจดจำนอง 1% ของวงเงินที่ขอกู้, ค่าธรรมเนียมการโอน 2% ของราคาประเมินของกรมที่ดิน,ค่าอากร จำนวน 0.05% ของวงเงินกู้ใหม่ และค่าธรรมเนียมอื่นๆ ตามระเบียบของกรมที่ดิน

ขอบคุณข้อมูลจาก www.topofliving.com