ตกแต่งบ้าน บ้าน ปูพื้น รีโนเวท รีโนเวทบ้าน แปลนบ้าน

How to รีโนเวทบ้าน ปี 26 อย่างไร ให้กลายเป็น บ้านสุดเก๋ในปี 61

Home / แบบบ้าน / How to รีโนเวทบ้าน ปี 26 อย่างไร ให้กลายเป็น บ้านสุดเก๋ในปี 61

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้ Decor.MThai  มีกระทู้เกี่ยวกับการ รีโนเวทบ้าน ของปี พ.ศ.2526 ให้กลายเป็นบ้านในปี พ.ศ.2561 ของคุณ HappyAries ซึ่งน่าสนใจมากเลยทีเดียว เราจึงขออนุญาตคุณ HappyAries นำบทความและภาพประกอบ มาแบ่งปันให้ทุกคนได้ชมกันค่ะ

รีวิว : การรีโนเวทบ้าน พ.ศ.2526 เป็นบ้าน พ.ศ.2561 โดย คุณ HappyAries 

วันนี้เราจะมาแบ่งปันประสบการณ์การรีโนเวทบ้านของเราเองค่ะ
ข้อมูลส่วนใหญ่ก็หามาจากในพันทิปนี่ล่ะค่ะ ต้องขอบพระคุณสมาชิกทุกๆ ท่านที่มาร่วมแบ่งปันมากๆ เลยนะคะ ^_^

บางท่านเราถึงกับหลังไมค์ไปสอบถามกันเลยทีเดียว แต่ทุกๆ ท่านก็อุตส่าห์ตอบกลับมาอย่างตั้งใจ
พอบ้านเราเสร็จ เราก็เลยจะมาแบ่งปันประสบการณ์ให้ท่านอื่นๆ บ้างนะคะ เผื่อจะมีท่านไหนชอบสไตล์แบบเรา
และเราจะแทรกรีวิวสินค้า/บริการ ที่เราได้ใช้มาด้วยค่ะ เผื่อจะเป็นประโยชน์สำหรับท่านที่กำลังหาอยู่นะคะ

เราตั้งใจรีโนเวทบ้านหลังนี้ให้เป็นบ้านที่อยู่อาศัยของเราเองค่ะ และก็แอบคิดว่าอาจจะเปิดเป็นสตูดิโอถ่ายรูปด้วยเพราะเรามีฐานลูกค้าอยู่แล้ว
แต่ก็คิดว่ายังไม่เปิดดีกว่าค่ะ คงวุ่นวายนิดนึง ตอนนี้เราก็ใช้บ้านเราถ่ายสินค้าของเราอย่างเดียวค่ะ

คำเตือน : กระทู้นี้ยาวมาก

เริ่มกันเลยนะคะ

กว่าจะเจอกับหลังนี้ เราตระเวนดูมาเยอะมาก แต่ก็ยังหาไม่ได้ซะที เราถึงขนาดว่าไล่จดบ้านเลขที่ของบ้านร้างไปคัดโฉนดที่กรมที่ดินกันเลย แต่ยังไม่เจอเจ้าของที่ปล่อยขายเสียที

โจทย์ของเราคือต้องอยู่ในละแวกเดิม เพราะชอบย่านนี้อยู่แล้ว อันที่จริงในซอยนี้เราก็เข้ามาดูก่อนหน้านี้แล้ว แต่ยังไม่มีป้ายแปะ และตอนที่เราเห็นป้ายประกาศขาย เราก็ยังไม่ได้สนใจมาก เพราะดูจากตัวบ้านแล้วน่าจะเกินงบแน่นอน แต่ก็คุยกับสามีว่า ลองโทรดูแล้วกัน ปรากฏว่าเกินงบจริงๆ แต่ก็ขอเข้าไปดูตัวบ้านหน่อย เจ้าของเดิมเค้าก็โอเค

บ้านนี้เป็นบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ค่ะ ในวันที่เราได้เข้าไปดูบ้าน ไม่ได้มีความรู้สึกเย็นวาบหรืออะไรแปลกๆ เหมือนที่เค้าพูดกันเลย อุตส่าห์แอบหวังว่าจะมีโมเมนต์แบบนี้ 555 คือช่วงนั้นเดือนธันวา มันก็เย็นเป็นปกติอยู่แล้วละ และเค้าก็ปลูกต้นมะม่วงไว้ที่หน้าบ้านถึง 2 ต้น มันก็คงจะมีลมเย็นเป็นปกติอะนะ เราคิดอย่างนั้น

สภาพบ้านก็ตามรูปเลยค่ะ ภายนอกก็ค่อนข้างทรุดโทรมตามกาลเวลา ส่วนภายในนั้นยิ่งกว่า ลองชมภาพกันดูค่ะ

จริงๆ ภายในบ้านค่อนข้างมืด อันนี้เราปรับสว่างมาแล้ว

รีโนเวทบ้าน

ภายในบ้านก่อนรีโนเวท

รูปมันก็จะสั่นๆ หน่อย พอดีว่ารีบถ่าย และก็ตอนนั้นยังไม่ได้ทันคิดว่าจะเอามารีวิวอะไร

เจ้าของเดิมแทบจะไม่เคยทำการปรับปรุงอะไรเลย มีรอยน้ำรั่วอะไรตรงไหนก็หาอะไรมาอุดๆ ไว้แค่พออยู่ได้ ฝ้าตรงไหนเหมือนจะหล่นก็ไปหาไม้มาค้ำเอาไว้พอเป็นพิธีเท่านั้น

เหล็กดัด

อันนี้ครัวค่ะ เป็นครัวปูนธรรมดา ฝ้าครัวก็เละเทะแล้วค่ะ

ห้องครัว

ฝ้าเพดาน

แต่ถึงสภาพภายนอกและภายในจะดูแย่ แต่ว่าบ้านนี้ไม่มีปลวกเลยค่ะ ช่างที่ทำบ้านให้แกก็แปลกใจมากว่าทำไมไม่มีปลวกเลย ทั้งๆ ที่ชั้น 2 เป็นไม้หมดเลย ทั้งพื้นและผนังค่ะ

ตั้งแต่เราเข้าไปดูบ้านวันแรก เราจินตนาการออกหมดเลยว่าจะดัดแปลงอะไรตรงไหน ทุบอะไรกั้นอะไร เราก็ขอถ่ายรูปทุกมุมของบ้าน เสร็จเราก็ออกมาคุยกันข้างนอก เราก็คุยกันเรื่องราคา (ตอนนั้นก็ยังไม่คิดว่าจะได้หลังนี้นะ)

เราลองต่อรองราคาดู เราบอกว่าเราต่อคำเดียว ถ้าไม่เกินงบเท่านี้ เราซื้อแน่นอน (เท้าความก่อนว่าบ้านหลังนี้ถือว่าราคาถูกแล้วสำหรับย่านนี้ เพราะเจ้าของรีบขาย แต่มันก็ยังเกินงบเราไง) เจ้าของบ้านถามว่าเอาจริงมั้ย ถ้าเอาจริงเค้าลดให้ เพราะมีคนมาต่อราคาหลายคนแล้วก็ไม่เอา เราบอกว่าจริง ถ้าได้ราคาในใจเรา เราโอเคเลย สรุปว่าเค้าให้ค่ะ ตอนหลังมาทราบว่าเค้าบอกว่าเราดูจริงจัง อยากได้จริงๆ ไม่เหมือนคนอื่น เพราะเราถ่ายรูปไปทุกมุม สอบถามปัญหาทุกจุด ไม่เหมือนคนอื่นที่เข้าไปดูๆ แล้วก็เดินออก แล้วเค้าก็ถูกชะตาเรากับสามี บอกว่าดูเป็นเด็กดี พูดจาน่ารักด้วยค่ะ ^_^

พอเรากลับมาบ้าน เราลองเอาแปลนมาวาดลงกระดาษอย่างคร่าวๆ เผื่อดูว่าภาพในหัวของเรามันสามารถทำออกมาได้จริงไหม ผลออกมาก็คือน่าจะได้นะ แต่เราไม่มีระยะที่ถูกต้อง เลยลองถามเจ้าของเดิมว่ามีแปลนเก่าเก็บไว้ไหม แกว่ามี แต่จำไม่ได้ว่าอยู่ตรงไหน ให้เราลองหาเอง  =_=’

แล้วอะไรยังไงไม่รู้ เราเห็นกล่องกระดาษใบนึงมีของทับๆ อยู่ เราเลยไปลองค้นดู ปรากฎว่าเจอค่ะ น่าประหลาดใจมากๆ ถือว่าเป็นโชคดีของเรา (ที่ขอแปลนบ้านนี่ยังไม่ได้โอนบ้านอะไรกันเลยนะ แค่เซ็นสัญญารอผลกู้)

อ้อ เราลืมบอกไปว่าก่อนเราจะซื้อ เราให้พ่อเรา (เคยทำรับเหมาฯ) และคุณลุงของเรา (ทำรับเหมาฯ อยู่) มาดูสภาพบ้านให้ว่ามันโอเคไหม เค้าบอกว่าโครงสร้างก็ยังดีอยู่ เราก็เลยโอเคค่ะ

เพราะฉะนั้นถ้าใครจะซื้อบ้านมือสอง ควรจะต้องปรึกษาผู้มีประสบการณ์เรื่องโครงสร้างบ้านด้วยนะคะ

พอเราได้แปลนแล้ว เราก็ลองเอาแปลนเก่ามาวาดใน Photoshop ค่ะ แล้วก็ลองวาดแบบใหม่ที่เราต้องการเข้าไปด้วย ออกมาก็จะประมาณนี้ค่ะ

แปลนบ้าน

หลักๆ เลยก็คือเอากำแพงครัวเก่าออกก่อน เพราะเราชอบบ้านโล่งๆ ส่วนเรื่องกลิ่นตอนทำกับข้าวนั้น บอกเลยว่ามีค่ะ แต่พอดีเราเองก็ไม่ได้ทำกับข้าวทุกวัน ก็เลยไม่เป็นไรค่ะ

ตรงส่วนของสีฟ้านั้น เราเทปูนยกระดับขึ้นมา 20 ซม. ค่ะ อยากให้มันเล่นระดับนิดๆ แล้วก็แบ่งโซนการใช้งานให้ชัดเจนค่ะ แต่จะเว้นตรงส่วนหน้าบ้านเอาไว้นิดนึงให้เหมือนบ้านญี่ปุ่น ตรงนี้เค้าเรียกว่า genkan (เก็งคัง) คือเราบ้าญี่ปุ่นมาก ใฝ่ฝันว่าอยากได้แบบนี้มาตลอดค่ะ มีโอกาสก็เลยทำเลย

ตรงตัวอักษรสีชมพู เจาะประตูเพิ่มให้เป็นประตูทางเข้าหน้าบ้าน และเปลี่ยนประตูบานใหญ่บานเดิมเปลี่ยนเป็นประตูเลื่อนออกทางระเบียงหน้าบ้านแทนค่ะ

ในส่วนของเสากลางบ้าน แน่นอนว่าเราทุบออกไม่ได้ เราเลยทำที่กั้นขึ้นมา 90 ซม. เพื่อให้เสาไม่ดูเด่นจนเกินไปค่ะ อาจจะยังดูภาพไม่ออก แต่ถ้าเห็นภาพจริงก็จะเข้าใจค่ะ ^_^

อันนี้เป็นแปลนชั้น 2 ค่ะ เปลี่ยน layout ใหม่หมดเลยค่ะ

แปลน

อธิบายคร่าวๆ นะคะ คือกั้นห้องให้เป็นสัดส่วนมากขึ้น เพิ่มห้องน้ำเข้าไป 1 ห้อง โดยเพิ่มเข้าไปตรงที่ระเบียงเดิมค่ะ ลองปรึกษาคุณลุงที่เป็นรับเหมาฯ แล้วเค้าว่าทำได้ แต่เราไม่ได้ทำให้เป็นห้องน้ำเต็มพื้นที่เพราะมันใหญ่เกิน และน้องสาวลูกคุณลุงอะคะ เค้าเป็นสถาปนิก เค้าแนะนำเรื่องฮวงจุ้ยว่าตรงนี้มันเป็นหน้าบ้าน ก็ให้เว้นที่เป็นระเบียงนิดนึงเพื่อแก้ฮวงจุ้ย (อารมณ์ประมาณว่าห้องน้ำไม่ได้อยู่หน้าบ้านนะ ระเบียงต่างหากที่อยู่หน้าบ้าน) อันที่จริงเราไม่ได้ซีเรียสอะไรเรื่องนี้เลย แต่ก็คิดว่าดีเหมือนกัน เพราะจะได้มีที่ตากผ้าอะไรแบบนี้ด้วยค่ะ (ที่บ้านเดิมมีระเบียงออกไปแบบนี้ แล้วเราชอบมาก) ตรงนี้จะไม่มีประตูเปิดออกไปนะคะ จะเป็นแค่หน้าต่างเปิดเอาไว้ตากผ้าเท่านั้น

ส่วนห้องน้ำเล็กอันเดิมที่มีอยู่แล้วก็เปลี่ยนการจัดวางสุขภัณฑ์ให้ใช้งานได้สะดวกขึ้นค่ะ

หน้าต่างจากเดิมที่เป็นบานเปิด เราเปลี่ยนเป็นอลูมิเนียมอบขาว บานเลื่อนทั้งหมดค่ะ อันนี้ใช้ช่องหน้าต่างเดิม เปลี่ยนแค่บานหน้าต่าง เพราะเนื่องจากชั้นบนนี้เป็นไม้ ถ้ามีการแก้ตำแหน่งมันจะยุ่งยากค่ะ ต้องตัดนู่นแปะนี่ เลยเอาแบบง่ายๆ ดีกว่า เพราะเรางบไม่เยอะค่ะ

พอเรารู้แล้วว่าจะเอาอะไรวางตรงไหน ทุบตรงไหนทิ้ง เราก็มาวางตำแหน่งไฟ ตำแหน่งปลั๊กค่ะ อันนี้เราก็ใช้ Photoshop เหมือนเดิมค่ะ รูปนี้เป็นรูปที่เราส่งให้ช่างด้วยค่ะ อันนี้ต้องขอบคุณน้องสาวของคุณลุงด้วยค่ะ เค้าเป็นสถาปนิก เค้าสอนให้เราวาดพวกเส้นไฟและสัญลักษณ์ต่างๆ ค่ะ

ชั้นล่าง

แปลนบ้านชั้นล่าง

ชั้นบน

แปลนบ้านชั้นบน

จะบอกว่า Photoshop เนี่ย ไม่เหมาะกับการเขียนแปลนบ้านนะคะ แต่เราใช้คล่องที่สุดก็เลยต้องใช้โปรแกรมนี้ แต่ไปๆ มาๆ เราเกิดอยากดูเป็น 3D ครั้นจะไปจ้างคงไม่มีทางแน่ๆ ไม่มีเงินขนาดนั้น เราเลยลองหาโปรแกรมที่เค้าว่ากันว่าง่ายมาลองออกแบบดู เจออยู่ 2 ตัวคือ Google Sketch Up กับ Sweet Home 3D

เราลอง GSU แล้วเราว่ายาก เราเลยมาลอง SH3D อันนี้ง่ายเลย เราแนะนำนะคะ สามารถโหลดมาใช้ฟรีก็ได้ แต่พวกเฟอร์ฯ มันจะไม่เยอะ สำหรับเราเราซื้อค่ะ 5-600 บาทมั้ง ไม่แน่ใจ ก็ถือว่าคุ้มสำหรับเราค่ะ อันนี้เป็นเว็บเค้านะคะ www.sweethome3d.com แบบที่ได้ก็จะประมาณนี้ค่ะ

แปลน

ตอนเราออกแบบก็ใส่ระยะจริงไปเลยนะคะ พวกขนาดของเฟอร์ฯ อะไรแบบนี้น่ะค่ะ ของในบ้านเรา 95% เราหาทางเน็ตค่ะ เป็นพวกไม่ชอบออกนอกบ้าน ไม่ชอบเจอรถติด เราชอบอยู่บ้านมาก (ช่วงวัยรุ่นไม่เป็นแบบนี้นะ 555)

ทีนี้ในเว็บมันก็จะมีขนาดบอกค่ะ ถ้าไม่มีก็ถามร้านเอา แล้วก็มาลองใส่ระยะในโปรแกรมค่ะ ในโปรแกรมมันจะมีตัวคนให้ใส่ด้วย เราก็ลองวางคนลงไปดู อันนี้มีประโยชน์มากๆ เลยนะคะ เพราะมันทำให้เรารู้ได้ว่า ตรงนี้แคบไปไหม เราจะเดินผ่านได้ไหม อะไรแบบนี้ค่ะ

แปลนบ้าน

ขั้นตอนการออกแบบก็มีประมาณนี้ค่ะ

ต่อไปจะมาดูหน้างานจริงกันค่ะ แต่ก่อนเราจะเริ่ม ขอพูดเกี่ยวกับช่างก่อนนะคะ ใครไม่อยากอ่านตรงนี้ ข้ามไปดูรูปแรกได้เลยค่ะ

ตอนแรกเราว่าจะให้คุณลุงที่ทำรับเหมาฯ น่ะ ทำให้เรา แต่ว่าคิวแกอีกนานเลย เราเลยไปลองหาเอง ทีนี้เพื่อนแม่เค้าเคยทำรับเหมาฯ กับคนๆ นึง เค้าก็เลยให้เราลองติดต่อไป เราคุยดูแล้วเราก็ถูกชะตานะ ลองเสนอราคามาก็โอเคเลย แล้วเค้าก็กำลังจะจบงานจากที่เดิมพอดี เราก็เลยตกลงทำงานกับเค้าค่ะ เราตกลงกันว่าเราเหมาแค่ค่าจ้าง ค่าของเราจะซื้อเอง เพราะเราทำงานส่วนตัว เราสามารถมาคุมเอง ไปซื้อของเองได้ เราอ่านรีวิวมาบอกว่าแบบนี้จะประหยัดกว่า และได้ของที่ตรงสเปคมากกว่า แต่ก็เหนื่อยมากเช่นกัน แต่เราก็เลือกแบบนี้ค่ะ แรกๆ ก็สนุกดี หลังๆ เริ่มเหนื่อย เริ่มขี้เกียจละ 555

แต่เราถือว่าเราได้ช่างดีมากเลย อันไหนที่เอาอันเก่ามาใช้ได้ช่างเค้าก็จะแนะนำว่าให้ใช้อันเก่า ทำให้ประหยัดไปได้เยอะ งานก็มีช้าบ้างไรบ้างตามปกติ (คือเราทำใจไว้บ้างแล้ว) สิ่งที่เราขออย่างเดียวคืออย่าหนีงาน จะช้าบ้างไรบ้างก็พออภัยได้

มีช่วงนึงเรานึกว่าเค้าอาจจะหนี เพราะช่วงนั้นมีเรื่องแรงงานต่างด้าวที่ว่าจะโดนปรับหัวละ 400,000 น่ะค่ะ แล้ววันนั้น ตำรวจก็มาตรวจบ้านเราพอดี แต่โชคดีมากที่แรงงานต่างด้าวไม่อยู่ (บ้านเราใช้อยู่ 2 คน) ตั้งแต่วันนั้นช่างเค้าเลยไม่ให้ 2 คนนั้นเข้ามาอีกเลย ทีนี้งานก็ล่าช้ามาก เป็นเดือนเลย เพราะ 2 คนนี้ถือเป็นแรงงานหลักเลยอ่ะ เราก็คิดว่าอย่างนี้ช่างเค้าจะทิ้งงานเราไหม แต่สุดท้ายก็ไม่ทิ้งค่ะ เค้าหาคนมาแทน แต่ไม่เก่งเท่า 2 คนนั้นนะ แต่ก็ต้องเอาอ่ะ คนงานหายากจริงๆ แล้วพอกฏเปลี่ยนให้มีการผ่อนผัน ช่าง 2 คนนั้นเค้าก็กลับประเทศเค้าไปแล้วไง แล้วก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย เซ็งสุด แต่ก็โอเคอะค่ะ งานก็จบลงด้วยดี เพราะเราคุมงานเองด้วย เข้าหน้างานทุกวัน เพราะหลังเดิมกับหลังใหม่มันใกล้กันแบบว่าขับรถ 5 นาทีก็ถึง มีอะไรแก้ก็เลยบอกได้ทันท่วงที

ตอนนี้ช่างคนนี้ก็ได้กลายเป็นช่างประจำของที่บ้านไปแล้วค่ะ เพราะหลังจากจบงานบ้านเรา น้องชายสามีกับคุณพ่อสามีต้องการต่อเดิมบ้านใหม่พอดี เราก็แนะนำช่างนี้ไปให้เค้า คุณพ่อสามีถูกอกถูกใจกับช่างคนนี้มากๆ เลยละค่ะ

มาเริ่มกันเลยค่ะ แจ้งไว้ก่อนว่ารูปอาจจะไม่ได้เรียงกันตรงเป๊ะค่ะ เอาหลายๆ ช่วงเวลามารวมกัน

อย่างแรกเลยทุบกำแพงครัวเดิมค่ะ ตอนทุบเราไม่อยู่เลยไม่มีรูประหว่างทำค่ะ เราจะทุบตรงกรอบแดง

ทุบกำแพงครัว

ทุบแล้วจะเป็นแบบนี้ค่ะ บ้านจะว่างโล่งเลยค่ะ แต่รูปล่างนี้เราทำหน้าต่างใหม่แล้วนะคะ

ก่อสร้าง

อันนี้เป็นหน้าบ้านแบบเดิมค่ะ

หน้าบ้าน

เปลี่ยนเป็นแบบนี้ค่ะ ทางซ้ายเปลี่ยนเป็นบานเลื่อนกระจก ทางขวาเจาะช่องประตูและกระจกบานตายค่ะ

บานเลื่อนกระจก

อันนี้เป็นส่วนที่เราบอกว่าทำยกระดับขึ้นมา 20 ซม. ค่ะ ก็จะใช้พวกเศษกำแพงที่ทุบครัวมาถมค่ะ

เศษกำแพง

อันนี้เทปูนแล้วค่ะ ใส่เหล็กไวร์เมชกันหน้าพื้นแตกด้วย ตอนแรกช่างจะไม่ใส่ให้บอกว่าข้างล่างมันเป็นพื้นปูนอยู่แล้วไม่น่าจะแตก แต่พ่อกับลุงเรายืนยันว่าต้องให้ใส่ ก็เลยต้องใส่ค่ะ (พ่อกับลุงเป็นช่างสมัยเก่า เค้าเลยจะเน้นความแข็งแรงทนทานไว้ก่อนค่ะ ซึ่งดีมาก)

เทปูน

ต่อไปกั้นกำแพงทำเป็นส่วนที่ถอดรองเท้าหน้าบ้านค่ะ

กั้นกำแพง

ต่อไปกั้นกำแพง 90 ซม. เพื่อกั้นระหว่างห้องรับแขกกับโต๊ะกินข้าวค่ะ ทำให้เสาไม่ดูตั้งอยู่ตรงกลางบ้านด้วยค่ะ และตรงนี้ตั้งใจจะให้เป็นโต๊ะทำงานด้วย เพราะเราทำงานที่บ้านค่ะ (ภาพนี้ปรับสว่างไปหน่อยค่ะ เพลินไปนิด >__<)

กั้นระหว่างห้องรับแขกกับโต๊ะกินข้าว

มาดูตรงบันไดกันค่ะ เราใช้บันไดเดิม เพราะมันแข็งแรงมากๆ ไม้เนื้อแข็งอย่างดี ไม่มีปลวกซักตัวค่ะ
ตรงราวบันไดปิดทึบหมดค่ะ ประตูห้องเก็บของใต้บันไดเราก็ย้ายเข้าไปข้างในแทนค่ะ

บันได

ส่วนของข้างบนนั้นไม่รู้ว่าจะให้ดูอะไรจริงๆ ค่ะ เพราะรื้อทั้งหมดแล้วก็กั้นใหม่ ก็เลยคิดว่าไม่ต้องดูดีกว่ามั้ง ไม่มีอะไรพิเศษ ที่มีอะไรสุดๆ ก็คงจะเป็นส่วนของระเบียงที่ทำเป็นห้องน้ำค่ะ อันนี้เป็นภาพที่รื้อกำแพงตรงระเบียงออกค่ะ

รื้อกำแพง

ส่วนรูปนี้ก็กั้นห้องธรรมดาค่ะ ชั้นบนเป็นไม้ เลยต้องกั้นห้องด้วยผนังเบาค่ะ
ทำฝ้าชั้น 2 ใหม่หมด

ฝ้าชั้น 2

รูปหน้างานก็จะมีเพียงเท่านี้ค่ะ

ต่อไปเป็นส่วนที่เรากับสามีทำเองกันบ้างค่ะ

เริ่มจากการปูพื้นบ้านชั้นล่างค่ะ พื้นบ้านชั้นล่าง ของเราทั้งหมดจะใช้เป็นไวนิลแบบม้วนค่ะ ที่เราเลือกใช้แบบนี้เพราะราคาถูก ทนน้ำ และปูเองได้ง่ายค่ะ

ตอนนั้นเราหาข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุปูพื้น อยากได้ตัวที่ถูกและสวย (แบบเสื่อน้ำมันปกติอันนี้ถูก แต่ไม่สวยนะ) ก็มาเจอตัวนี้ LG Hausys เห็นว่าเป็นของเกาหลี (LG แบรนด์เดียวกับเครื่องใช้ไฟฟ้านั่นและค่ะ)

ตัวนี้จะไม่เหมือนเสื่อน้ำมันนะคะ ไม่เหมือนเลย ผิวไม่เงา ไม่เรียบ มี texture เป็นลายไม้นูนๆ ด้วยค่ะ เหมือนกระเบื้องยางทั่วไปเลยค่ะ

วิธีปูก็ปูเหมือนเสื่อน้ำมันค่ะ ตัดส่วนที่ไม่ใช้ออกด้วยคัตเตอร์ได้เลย ตรงส่วนที่เป็นขอบหรือรอยต่อก็ใช้กาวแปะพรมติดค่ะ หรือถ้าใครขยันก็สามารถเอากาวยางที่ใช้ปูกระเบื้องยางมาทาก็ได้ค่ะ แต่เราขี้เกียจ บวกกับเรากะว่าใช้ไป 4-5 ปีแล้วเราจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นก็เลยไม่อยากติดให้มันลอกออกยากค่ะ

ปูพื้น

พื้น

พื้นห้อง

เราเอามาแปะตรงบันได้ด้วยค่ะ ตอนแรกบันไดเราทาสีขาว เพราะไม้เดิมมันสีแดง แต่พอทาสีขาวมันก็เลอะง่าย เราเลยเอาเศษที่เหลือมาปูทับค่ะ ส่วนที่เป็นจมูกบันไดเราซื้อจากเจ้าอื่นมาค่ะ แต่บังเอิญมาสีเดียวกันเป๊ะเลย

ขั้นบันได

จากการที่ใช้มาประมาณ 3 เดือน เราจะมารีวิวให้ฟังว่ามีข้อดีข้อเสียอะไรบ้างนะคะ เผื่อว่าจะมีคนสนใจลองแบบเรา

ข้อดี :
– ราคาถูก เมื่อเทียบกับไวนิลแบบกาว แบบคลิ๊ก หรือลามิเนต
– ปูง่าย สามารถทำเองได้
– มีรอยต่อน้อย ทำให้ปูแล้วสวยงาม และไม่มีปัญหาการหดตัวของกระเบื้องแต่ละแผ่นเหมือนกระเบื้องยาง
– ทนน้ำ เพราะเป็นกระเบื้องยางชนิดนึง

ข้อเสีย :
– อายุการใช้งานน้อย เค้าเคลมว่า 5 ปี
– ตรงรอยต่อแต่ละแผ่นอาจจะมีการเผยอขึ้น ทำให้มีความชื้นเข้าไปด้านใน
– พื้นบาง ถ้าพื้นของเราไม่ได้ระดับหรือเป็นคลื่น เราจะรู้สึกได้เลยค่ะ เพราะมันบางแค่ 1-2 มม. เท่านั้น
– เกิดรอยย่นได้ง่าย เช่น ตรงขาเก้าอี้ หากมีน้ำหนักกดลงไป และขยับขาเก้าอี้ ตรงนี้ก็อาจทำให้แผ่นพื้นย่นได้ อันนี้เราเจอเองกับตัวตรงที่สามีนั่งทำงานค่ะ แต่ส่วนของเรายังไม่เจอ อาจจะเพราะน้ำหนักเราน้อยกว่า

เหมาะกับพื้นประเภทไหน :
– พื้นเรียบ เช่น ปูนขัดมัน หรือปูทับพื้นเดิมที่เรียบๆ
– ไม่เหมาะปูทับพื้นกระเบื้อง เพราะใช้ไปนานๆ แผ่นจะตกร่องเป็นรอยตามยาแนวกระเบื้องค่ะ

ซื้อได้ที่ไหน : บุญถาวร แผนก DIY หรือสั่งทางเพจที่เราให้ไว้ด้านบนค่ะ

สำหรับเรา เราชั่งน้ำหนักและเงินในกระเป๋าแล้ว เรายอมค่ะ 5 ปี เราเปลี่ยนก็ได้ เพราะลองไปจับของจริงแล้วมันก็สวยดี น่าจะกันน้ำ (ฉี่หมา) ได้จริง ปูเองก็ได้ง่ายๆ ราคาก็ไม่แพง แค่ตารางเมตรละ 205 บาท (ถ้าเป็นลามิเนตก็ต้องมี 370 บาทขึ้นแล้ว) ก็เลยลองดูค่ะ ถามว่าตอนนี้ใช้มา 3 เดือนพอใจไหม ก็ถือว่าพอใจมากค่ะ เรื่องรอยย่นตรงขาเก้าอี้ไม่ใช่ปัญหาอะไรเท่าไรค่ะ

เอาเป็นว่าตัวนี้ถ้าใครคิดว่าจะใช้แบบยาวๆ ไม่อยากเปลี่ยนก็ไม่แนะนำค่ะ แต่ถ้าใครงบน้อย รับกับข้อเสียได้ก็ลองใช้ดูนะคะ ^_^

ปูกระเบื้องก็มาค่ะ ชาตินี้ก็ไม่คิดว่าจะได้ทำ แต่งบมันน้อยมากจริงๆ ค่ะ อะไรที่ทำเองได้ก็ต้องทำค่ะ
แต่งบ้านนี่งบบานจริงๆ ค่ะ มีหลายท่านพูดเอาไว้ว่าต้องเผื่องบไว้อีก 20-30% อันนี้จริงมากเลยค่ะ
เรานี่คุมงบแบบสุดๆ จริง คำนวนออกมาก่อนตลอดว่าอะไรเท่าไร ท้ายสุดก็มีบานบ้างค่ะ

รูปอาจจะไม่ได้มาทุกขั้นตอนนะคะ เพราะตอนทำมือมันเลอะมากเลยค่ะ

ผสมปูนตามอัตราส่วนที่อยู่ข้างถุง ผสมแล้วทิ้งไว้ให้เซ็ตตัวตามที่คู่มือบอกเลยนะคะ เราใช้ปูนจระเข้สีเงินค่ะ พนักงานที่ HomePro แนะนำมาค่ะ
นำปูนมาป้ายที่พื้น แล้วใช้เกรียงหวี ปาดให้เป็นร่องๆ แต่เราไม่มีเกรียงหวี และไม่อยากซื้อด้วย เพราะใช้แค่ครั้งเดียว เลยหาอะไรมาปาดๆ ให้เป็นร่องค่ะ

ปูกระเบื้อง

หมายเหตุ : ในรูปเราใช้ปูนเยอะไปนะคะ เราเพิ่งมารู้ทีหลังจากช่างว่าให้ป้ายบางๆ ก็พอ ป้ายหนาแล้วมันทำงานยาก เพราะปูนมันจะล้นๆ ออกมาตามขอบ ซึ่งก็จริงตามนั้นค่ะ

นำกระเบื้องมาปูลงไปเลยค่ะ เราใช้กระเบื้องแผ่นใหญ่หน่อยจะได้ปูง่ายค่ะ และซื้อตัวกั้นกระเบื้องมาด้วย ที่เห็นสีขาวๆ ในภาพอะค่ะ ไม่รู้ว่าเรียกว่าอะไร จะทำให้ทำงานง่ายขึ้นมากค่ะ อันนี้ถ้าซื้อจากโฮมโปรจะมีแค่ขนาดเดียว (สาขาที่เราซื้อ) แต่ถ้าที่บุญถาวรแผนก DIY จะมีให้เลือกเยอะค่ะ ปูกระเบื้องไปเรื่อยๆ จนสุด เว้นตรงขอบๆ เอาไว้ก่อน ค่อยมาทำทีหลังค่ะ

กระเบื้อง

ระหว่างทำ ก็ใช้ระดับน้ำวัดด้วยค่ะ ให้มันลาดลงมาทางหน้าประตู เผื่อเวลาทำความสะอาด น้ำจะได้ไหลออกไปนอกบ้านค่ะ

ปูกระเบื้อง

กระเบื้อง

ถ้าเราจะหยุดงาน ไม่ทำต่อแล้ว ให้ปาดปูนทิ้งไปเลยค่ะ (ตามภาพด้านล่าง) ถ้ากลับมาทำค่อยผสมปูนใหม่ ไม่งั้นปูนจะแข็งแล้วทำงานต่อไม่ได้ค่ะ

พื้นกระเบื้อง

พอทำส่วนปกติเสร็จหมดแล้ว เรามาไล่ตัดกระเบื้องตรงส่วนขอบทีละแผ่นค่ะ ส่วนนี้เราให้สามีทำค่ะ จะใช้ลูกหมูหรือใช้เครื่องตัดกระเบื้องก็ได้ค่ะ (อันนี้จะง่ายกว่า แต่เราไม่มี)

พื้นปูกระเบื้อง

เสร็จแล้วรู้สึกว่าต้องรอ 24 ชม. ก่อนลงยาแนวค่ะ การยาแนวก็ไม่ยากค่ะ ซื้อยาแนวมาผสมตามอัตราส่วน แล้วก็ใช้เกรียงปาด หรืออะไรก็ได้ที่แข็งๆ ปาดไปตามร่องค่ะ
รอจนกว่ายาแนวจะเซ็ตตัว แล้วเอาฟองน้ำชุบน้ำมาเช็ดคราบออก หรือจะใช้ผ้าชุบน้ำก็ได้ค่ะ แต่ไม่ใช่ว่ารอให้แห้งมากนะคะ เพราะเดี๋ยวเช็ดคราบไม่ออกค่ะ

ผลงานที่เสร็จแล้วจะได้ออกมาเป็นแบบนี้ค่ะ ภูมิใจ >___<
พื้นที่ประมาณ 2.5 ตรม. ทำไปประมาณ 3 วันค่ะ นานแท้ o_O!!!

พื้นห้อง

ในตอนนี้จะโชว์รูปการตกแต่งภายในทั้งหมด (เท่าที่เงินจะทำได้) ให้ดูค่ะ ส่วนภายนอกจะไม่ค่อยมีให้ดูเลย หรือเรียกว่าไม่มีให้ดูเลยก็ได้ค่ะ 555 งบหมดแล้ว ต้องทำข้างในก่อน

ภาพที่ถ่ายมานี้ เพิ่งย้ายเข้าบ้านได้ประมาณ 3 เดือน และเราก็จัดของก่อนถ่ายด้วย มันก็จะดูเป็นระเบียบนิดนึงค่ะ (แต่อันที่จริงบ้านเราไม่ค่อยรกค่ะ เพราะสามีเป็นคนไม่ชอบให้วางอะไรเกะกะ ถ้ามีอะไรขัดหูขัดตาเค้าจะเก็บเรียบค่ะ บ้านปกติก็เลยไม่ค่อยรกค่ะ)

หมายเหตุ : บ้านเราไม่ได้กว้าง แต่ดูกว้างเพราะใช้เลนส์ wide ถ่ายค่ะ เฉพาะตัวบ้านหน้ากว้าง 6 เมตรค่ะ

ไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ เริ่มจากประตูบ้านก่อนนะคะ เราภูมิใจเสนอตั้งแต่หน้าบ้านเลยทีเดียว นั่นก็คือบ้านเลขที่ค่ะ

หน้าบ้าน

อันนี้น่ารักมาก เราไปเจอของบ้านหลังหนึ่งในเน็ต เป็นบ้านที่ไต้หวันหรืออะไรสักอย่างเนี่ยอะค่ะ เค้าเจาะช่องแล้วใส่ชื่อร้าน แต่ของเราทำเป็นบ้านเลขที่แทนค่ะ

เราหาร้านในเน็ตสั่งทำไอตัวไม้ๆ เนี่ยอะค่ะ ไปถูกใจร้านหนึ่ง ราคาก็น่ารัก น้องคนขายก็สุภาพมาก อัปเดทงานให้ดูตลอด เราเลยสั่งกับเค้าค่ะ รู้สึกว่าจะหนึ่งสัปดาห์หรือเปล่าไม่แน่ใจ น้องเค้าทำงานแค่เสาร์ – อาทิตย์ค่ะ เราเองไม่ได้รีบอะไรก็รอได้ค่ะ

เราสั่งที่ร้านนี้ค่ะเพจ Woody Bear

เมื่อเปิดประตูรั้วเดินเข้ามามองขวามือจะเจอสนามหญ้าและเหล่าต้นไม้ของสามีเราค่ะ อีกเหตุผลหนึ่งที่ซื้อบ้านเดี่ยวเพราะสามีเค้าอยากได้สวน อยากปลูกต้นไม้ค่ะ เราก็รีเควสไปว่าบ้านจะออกมาแนวนี้นะ เอาต้นไม้ที่มันเข้ากับบ้านนะ เค้าก็จัดให้ค่ะ จะบอกว่าสนามหญ้ากับต้นไม้นี่ก็ช่วยกันปลูกนะคะ สามี 95% เรา 5% ค่ะ อิอิ

สนามหญ้า

มาดูภาพบ้านมุมกว้างกันบ้างค่ะ อันนี้ไม่ได้ถ่ายสวยนะคะ เรารีทัชเอาค่ะ ภาพจริงท้องฟ้าอย่างขาวเลย เราเอาท้องฟ้ามาแปะเองค่ะ 555

บ้าน

เดินเข้ามาอีกหน่อยก็ถึงหน้าประตูบ้านค่ะ ประตูใช้เป็น UPVC ค่ะ จริงๆ ก็อยากได้ไม้แท้ หรือที่เป็นเหล็กแบบญี่ปุ่นค่ะ แต่ว่างบน้อยมาก เลยใช้อันนี้ไปก่อน มีตังค์แล้วค่อยเปลี่ยนค่ะ ประตูในบ้านเราทุกบานซื้อร้านที่บางโพค่ะ แต่สั่งในเน็ตเอานะ ไม่ได้ไปเอง แล้วกว่าจะหาประตูแบบที่มีช่องแสง แบบเรียบๆ สีขาวได้นี่แทบร้องไห้เลยค่ะ

ประตู

จริงๆ ตรงส่วนที่เป็นหินสีขาวนี่เราออกแบบไว้แล้วว่าจะมีหินก้อนใหญ่หรือต้นไม้มาวางประดับ แต่งบหมดค่ะ เอาเงินไปทำให้บ้านอยู่ได้ก่อนค่ะ

ประตูสีขาว

ต่อไปขอเรียนเชิญทุกท่านเข้าบ้านนะคะ เปิดประตูมาก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ genkan ที่รอคอย เราชอบตรงส่วนนี้มาก แทบจะมากที่สุดในบ้านเลยก็ว่าได้ เราอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นแล้วเค้ามีแบบนี้ทุกหลังเลย อยากมีมาก พอได้โอกาสก็จัดเลยค่ะ (แถมรูปลูกๆ ทั้ง 3 ตัวนะคะ)

ภายในบ้าน

ตู้รองเท้านี้ให้พ่อทำให้ค่ะ พ่อเป็นช่างไม้ส่วนตัวของเราค่ะ 555 ถึงแม้จะเถียงกัน เข้าใจผิดกันอยู่ตลอด แต่งานก็ออกมาถูกใจเสมอค่ะ สำหรับตู้นี้ก็มีที่ไม่ถูกใจค่ะ อย่างแรกเลยคือเราให้ขนาดผิด (เราผิดเอง T_T) ความลึกมันน้อยไปหน่อยค่ะ ใส่รองเท้าสามีแนวปกติไม่ได้ ต้องใส่แบบตะแคงข้างค่ะ อันนี้ต้องทำใจค่ะ ผิดเองทำอะไรไม่ได้

ส่วนอีกจุดที่ติดใจคือไม้บางแผ่นมันมีสีเทาๆ เขียวๆ เหมือนราค่ะ ถ้าสังเกตจะเห็น อันนี้เราว่าพ่อเลือกไม้มาไม่ค่อยดีค่ะ คือมันก็เป็นพาเลทหมดและ แต่มันคงมีให้เลือกไม่มาก แล้วพ่อเราคงไม่ทันดูหรือไม่ก็ได้เท่านี้ อันนี้ก็ทำใจค่ะ ใช้ๆ ไปเดี๋ยวก็ชิน

ตู้รองเท้า

มองออกไปทางหน้าบ้านจะเป็นแบบนี้ค่ะ จริงๆ พื้นที่ตรงนี้สั้นมากเลยนะคะ ประมาณ 3 เมตร แต่ใช้เลนส์ wide เลยดูลึกค่ะ ตรงนี้ค่ะที่เราปูกระเบื้องเอง

ทางเข้า

อันนี้เป็นมุมที่จะไปห้องรับแขกแล้วค่ะ สังเกตทางขวามือของรูปจะมีไม้อยู่ อันนั้นเป็นส่วนของชั้นวางของ ของห้องรับแขกค่ะ

ทางเข้าบ้าน

ถ่ายมุมกว้างให้เห็นการเชื่อมกันของ 2 พื้นที่ค่ะ จะได้มองภาพออก ^_^

ห้องในบ้าน

นี่ค่ะ ส่วนของห้องรับแขกของเรา ก็คือเดินออกจาก genkan มาก็เจอเลยค่ะ

ห้องรับแขก

มุมกว้างๆ จะเป็นแบบนี้ค่ะ

ห้องรับแขกมุมกว้าง

อันนี้แถม อิอิ

โซฟา

ชั้นวางหนังสือสวย ชอบมากๆ อันนี้ก็ให้พ่อทำให้ค่ะ แล้วก็เหมือนเดิม เราเขียนแบบไปให้ผิดไซซ์ค่ะ ทำให้ช่องมันสูงเกิน ก็เลยให้พ่อทำชั้นไม้มาแบ่งครึ่งของแต่ละชั้นค่ะ มันก็จะดูถี่ๆ หน่อย แต่ก็โอเคค่ะ

ชั้นวางของ

อันนี้อีกมุมนึงค่ะ ก็จะมีทีวี แล้วก็กรงหมาค่ะ

มุมดูทีวี

ดูทีวี

โซฟาอันนี้เราสั่งทำค่ะ เรากดติดตามร้านนี้เอาไว้นานมาก พอมีโอกาสได้ซื้อก็จัดเลยค่ะ ราคา 17,900 บาท รวมส่ง เราว่าไม่แพง แต่ตอนสั่งก็มีปัญหากันอยู่เหมือนกันค่ะ แต่ทางร้านแก้ไขได้ดี เราเลยแนะนำค่ะ

เราสั่งโซฟาที่นี่ค่ะ Sigma Sofa

ส่วนโต๊ะไม้อันนี้เราได้มาจากร้านมือ 2 ที่ขายของจากญี่ปุ่นค่ะ แต่ตัวนี้เป็นมือหนึ่งที่มีตัวเดียว เหมือนว่าจะเป็นของค้างสต๊อกจากญี่ปุ่นค่ะ เราโชคดีมากที่เค้าลงขายพอดี เราทักไปถามเค้าตลอดว่าของเข้ารึยัง พอเข้าปุ๊บ เราก็รีบชวนสามีไปดูเลย แล้วก็ได้มาครอบครองค่ะ ตัวนี้ราคา 1,000 บาท มั้งคะ ไม่แน่ใจ เป็นของ Yamazen ค่ะ

โต๊ะ

มองออกไปทางซ้ายมือจากห้องรับแขกก็จะเป็นสวนหน้าบ้านค่ะ ประตูเลื่อนตรงนี้ก็สั่งทำค่ะ เป็นเจ้าที่ช่างรับเหมาเค้าแนะนำมาอีกที ราคาดีค่ะ คุยงานก็ง่าย ช่างเค้าอยู่แถวดอนเมืองค่ะ

ช่างผล ประตูหน้าต่าง อลูมิเนียมค่ะ

สวนหน้าบ้าน

ถ้ามองทางซ้ายมือของห้องรับแขกก็จะเป็นแบบนี้ค่ะ เห็นไปถึงหลังบ้านเลยค่ะ ตรงเคาน์เตอร์ครัวตรงนู้นเป็นส่วนที่เราทุบออกค่ะ เพื่อให้บ้านมันโล่งๆ ค่ะ เราอยากให้ทุกส่วนมันเชื่อมต่อกัน เวลาทำอะไรก็จะได้เห็นได้พูดคุยกันตลอดค่ะ

บรรยากาศภายในบ้าน

ต่อไปเราจะพาเดินลงมาจากพื้นที่ยกระดับขึ้นไปค่ะ ตรงนี้เรามีข้อแนะนำจากความผิดพลาดของเราค่ะ เราให้ช่างเทพื้นสูง 20 ซม. แต่เราว่ามันสูงไป ถึงแม้ตอนนี้จะชินแล้ว แต่ถ้าใครจะทำแบบนี้ เราว่าซัก 17-18 ซม. น่าจะกำลังสบายค่ะ (อย่าลืมเผื่อระยะของพื้นด้วยประมาณ 3-5 มม. ค่ะ)

อ้อ พื้นตรงส่วนนี้อะค่ะ ที่เราปูกระเบื้องยางเอง

เรารู้สึกว่าวางกลับด้านชิดหน้าต่างแล้วข้อเสียเยอะกว่าค่ะ คหสต. (เรื่องตัวแอลไม่มีปัญหาแน่นอน เพราะสั่งทำ สามารถเลือกได้ว่าเอาตัวแอลทางไหน)​
1. ระยะดูทีวีไกลมาก เกินระยะมาตราฐานค่ะ มันจะมีระยะที่เหมาะสมอยู่ค่ะ เช่น ทีวี 49 นิ้ว ระยะห่างที่สมควร ควรจะกี่เมตร อะไรประมาณนี้ค่ะ
2. พื้นที่เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ค่ะ มันจะเหลือพื้นที่กลางบ้านเยอะไปอะค่ะ
3. การจัดวางแบบชิดผนัง เราเคยอ่านเจอว่าจะทำให้ห้องดูแคบ (เพราะเหมือนใช้งานเต็มห้อง)​ ถ้าจัดโซฟาตรงกลางห้องจะดูกว้างกว่าค่ะ
4. เราว่าแบบนี้น่ารักกว่า 555 ข้อนี้อารมณ์ล้วนๆ >_<

โต๊ะทำงาน

มองภาพกว้างๆ จะเป็นแบบนี้ค่ะ ส่วนที่เป็นที่ถอดรองเท้า (เก็งคัง) จะอยู่ทางซ้ายมือ ดูในรูปจะเห็นว่ามีกำแพงกั้นตรงหน้าเก็งคังเลย อันนี้เราก็ให้ช่างก่อขึ้นมาใหม่เพื่อให้เป็นสัดส่วนชัดเจนค่ะ

สัดส่วนบ้าน

ส่วนตรงนี้เป็นโต๊ะทำงานของเราทั้ง 2 คนค่ะ ตรงนี้ถ้าจำได้ เราจะกั้นกำแพงขึ้นมา 90 ซม. เพื่อจะแบ่งเป็นพื้นที่ทำงานค่ะ สำหรับโต๊ะทำงานที่เห็นนั่นเราก็ทำกันเองกับสามีค่ะ ซื้อไม้จากร้านไม้ ให้เค้าตัดให้ ซื้อขาโต๊ะจากร้านเดียวกันมาติดฉากแล้วทำเป็นโต๊ะค่ะ ที่ทำเองเพราะประหยัดกว่ามากค่ะ และไซซ์ที่เราต้องการมันค่อนข้างยาว มันหาไม่ค่อยได้ด้วยค่ะ ก็เลยซื้อมาทำเองเลย ไม่ค่อยยากค่ะ แต่ใช้เวลาเยอะเหมือนกัน

ส่วนลิ้นชักตรงกลางนั่นของ ikea ค่ะ อ้อๆ แล้วที่เห็นว่าชั้นลิ้นชักมันโผล่มานิดนึงอันนั้นตั้งใจนะคะ ไม่ใช่ว่าไม้ไม่พอ สามีเราเค้าบอกว่าไม่อยากให้โต๊ะมันกว้างเกิน กลัวพื้นที่โต๊ะกินข้าวจะแคบค่ะ เลยทำหดเข้าไป 10 ซม. ค่ะ

ลิ้นชัก

ข้างหลังโต๊ะทำงานก็จะเป็นโต๊ะกินข้าวค่ะ โต๊ะกินข้าวซื้อจาก ikea ค่ะ เป็นรุ่นที่สามารถยืดความยาวโต๊ะได้ จากที่นั่งได้ฝั่งละ 2 คน ยืดกลายเป็น 4 คนได้ค่ะ

ส่วนเก้าอี้เราซื้อในงานเฟอร์นิเจอร์ค่ะ ซื้อมาทั้งหมด 6 ตัว รวมกับอีก 2 ตัวข้างบนด้วยค่ะ ที่เห็นในรูปนี้ ส่วนของขาจะเป็นไม้แท้ค่ะ ส่วนของที่นั่งที่เป็นสีขาวถ้าจำไม่ผิดจะเป็นพลาสติกค่ะ

ที่เห็นวางอยู่ที่พื้นก็จะเป็นหุ่นยนต์ดูดฝุ่นของ Mister Robot ค่ะ เนื่องจากว่าแม่บ้านเพิ่งลาออกไป (จริงๆ ก็ไม่ได้ลาออกหรอก ขอลากลับบ้านแล้วไม่กลับมาอีกเลย) ก็เลยต้องหาตัวช่วยค่ะ ไปเดิน HomePro Expo มา เจอตัวนี้จัดโปรอยู่ค่ะ ถูกกว่ายี่ห้ออื่นๆ มาก ได้ของแถมอีก 2 ชิ้นด้วย เซลก็แนะนำดี แถม Mister Robot ก็เคยมาใช้บริการที่สตูดิโอของเราค่ะ เราก็เลยเลือกเจ้านี้ค่ะ

เฟอร์นิเจอร์

มาดูฝั่งบันไดกันบ้างค่ะ ในภาพนี้ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นประตูถึง 3 บานค่ะ ประตูที่อยู่ข้างหลังบันไดนั่นจะเป็นห้องเก็บของที่ใช้งานบ่อยๆ ค่ะ เช่น เครื่องล้างจาน เครื่องดูดฝุ่น ชามข้าวหมา อะไรแบบนี้ค่ะ

ประตูภายในบ้าน

ส่วนประตูนี้ (ทางด้านขวา) จะเป็นประตูห้องน้ำค่ะ ส่วนประตูทางซ้ายมือ จะเป็นห้องเก็บของที่ไม่ค่อยได้ใช้ค่ะ
และถ้ามีคำถามว่า ทำไมไม่มีราวบันได้ งบหมดเหรอ ไม่ใช่ค่ะ อยากได้แบบนี้จริงๆ พ่อบอกว่าตอนแก่จะรู้สึก เราก็บอกว่าเดี๋ยวแก่แล้วค่อยทำค่ะ ^_^

ทางขึ้นชั้น 2

อันนี้เป็นห้องน้ำของข้างล่างค่ะ เราก็เปลี่ยนตำแหน่งสุขภัณฑ์ใหม่ทั้งหมดเลยค่ะ เอาไว้เดี๋ยวทำ Before After เทียบกันให้ดูนะคะ

ห้องน้ำ

อันนี้เป็นห้องเก็บของข้างหลังบันไดค่า ปัจจุบันรกกว่านี้แล้วค่ะ T__T

ห้องเก็บของ

มาต่อที่ห้องสุดท้ายของชั้นล่างค่ะ นั่นก็คือห้องครัวนั่นเอง ห้องนี้ถือเป็นห้องอันดับ 2 ที่ชอบรองลงมาจากเก็งคังค่ะ ตัวบอดี้ภายนอกของเคาน์เตอร์เป็นไม้สนประสานค่ะ ภายในเป็นปาร์ติเกิ้ลค่ะ เราขอให้ร้านทำแบบนี้เพราะจะประหยัดงบค่ะ ส่วนท็อปเป็นไม้โอ๊คค่ะ

ห้องครัว

ห้องครัวนี่ก็มีประเด็นกับร้านที่สั่งทำนิดหน่อยค่ะ ประมาณส่งงานช้า อะไรแบบนี้ค่ะ แนะนำว่าถ้าจะจ้างทำให้คุยเรื่องเวลาดีๆ นิดนึง ตามงานบ้าง อะไรแบบนี้ค่ะ
เราสั่งทำครัวที่ร้านนี้ค่ะ Kiddai Studio

ส่วนคนที่ชอบสไตล์นี้ อยากได้บ้าง เราขอแนะนำว่าคุณควรจะเข้าใจถึงธรรมชาติของไม้สนจริงๆ ไม้สนนั้นเป็นไม้เนื้ออ่อนมาก ขนาดที่ว่าเอาเล็บจิกก็เป็นรอยได้แล้ว และเนื่องจากเป็นไม้แท้ จะมีโอกาสที่ไม้จะหดตัว-ยืดตัวได้สูงเลยค่ะ เราเจอมาแล้ว ช่วงที่อากาศหนาวมากๆ ไม้มันหดค่ะ ที่ยาแนวเอาไว้มันก็แยกออกจากกันหมด แต่สักพักมันก็คืนตัวเหมือนเดิมค่ะ ตรงจุดนี้ก็ต้องรับให้ได้ สำหรับท๊อปที่เป็นไม้โอ๊ค ก็ไม่ได้เป็นไม้เนื้อแข็งอะไรเท่าไหร่ เป็นรอยง่ายมาก ถ้าวางของร้อนเกินไปก็อาจจะด่างหรือเป็นรอบไหม้ดำๆ อีก คือครัวไม้เนื้ออ่อนนี่ดูแลยากจริงๆ ค่ะ ถ้าจะทำ ควรจะหาข้อมูลให้มากๆ ค่ะ นี่ยังไม่รวมเรื่องปลวกนะคะ

ครัว

ครัวเราไม่มีตู้ลอยค่ะ เพราะไม่ชอบหรอ ชอบค่ะ แต่ไม่มีเงินค่ะ T__T เลยไปซื้อแผ่นชั้นไม้มาติดไว้แบบนั้นนะค่ะ จริงๆ ก็อยากติดฝั่งละสองชั้น เพราะมันน่ารักกว่า แต่งบหมดค่ะ คงจะคิดใช่มั้ยคะว่าแผ่นละไม่กี่ร้อย ไม่มีเงินเลยหรอ คำตอบคือใช่ค่ะ ทำบ้านนี่งบบานมาก ไม่กี่ร้อยและหลายชิ้นมันก็กระทบหมดเลยค่ะ เลยทำเท่าที่มีไปก่อนค่ะ

ห้องครัวในบ้าน

ให้ดูชั้นล่างหมดแล้ว ต่อไปเราขึ้นข้างบนกันดีกว่าค่ะ ประตูจิ๋วๆ ตรงข้างๆ บันได นั่นคือ ห้องเก็บของใต้บันไดค่ะ ส่วนประตูทางขวานั่นคือห้องเก็บของที่ไม่ค่อยได้ใช้ค่ะ (ประตูที่อยู่ข้างๆ ประตูห้องน้ำอะค่ะ) ห้องนี้มีแต่ของเลอะเทอะเละเทะ เราเลยไม่ถ่ายมาให้ดูค่ะ

ห้องเก็บของใต้บันได

งานโชว์บันไดก็มาค่ะ ก็จะขี้อวดหน่อยๆ นะ คือบ้านนี้เราทำเอง ออกแบบเอง คุมงานเองทั้งหมด ก็ขออวดหน่อยนึงค่ะ ^___^

บันไดภายในบ้าน

โคมไฟอันนี้เป็นแบบสองทางค่ะ ส่วนตัวของโคมไฟก็ไปได้ในงาน HomePro Expo ค่ะ
พอขึ้นมาก็จะเจอแบบนี้ค่ะ เป็นทางเดินยาวๆ (ก็ไม่ได้ยาวมากหรอกค่ะ) สุดทางก็วางตู้เย็น แล้วก็หิ้งพระค่ะ

ประตูทางขวามือเป็นห้องนอนเล็กค่ะ ประตูทางซ้ายที่ใกล้ๆ กับเรา อันนี้ห้องนอนใหญ่ที่เรานอนค่ะ ส่วนประตูทางซ้ายที่ไกลออกไปอันนั้นเป็นห้องน้ำเล็กของชั้นสองค่ะ

หิ้งพระ

มาดูห้องนอนใหญ่ที่เรานอนกันก่อนค่ะ เราเอาฟูกนอนพื้น เพราะกันหมากระโดดขึ้นเตียงค่ะ อยู่ที่บ้านเดิมเค้ากระโดดขึ้นกระโดดลงบ่อยมาก กลัวว่าตอนเค้าแก่กระดูกจะไม่ดีค่ะ เลยนอนพื้นดีกว่า

ส่วนพื้นชั้นบน เราใช้เป็นแบบไวนิลค่ะ ไม่ใช้ลามิเนต เพราะที่บ้านเดิมเคยใช้แล้ว มันไม่ทนน้ำเลย แล้วเลี้ยงหมา 3 ตัว บางทีก็ฉี่เรี่ยราด ใช้เป็นไวนิลแบบนี้ดีกว่าค่ะ ราคาสูงกว่าแต่ก็ต้องยอมค่ะ

พื้นชั้นสองเราใช้ของยี่ห้อนี้ค่ะเพจ  Zenfloor
คุณกวางที่เป็นเซลล์ก็พูดจาดีค่ะ ใจเย็นด้วย คุณแจ๊คที่เป็นคนคุมงานก็ดีค่ะ เรามีคอมเพลนบางจุด เค้าก็ไม่ละเลย แวะเข้ามาดูหน้างานให้อีกรอบด้วยค่ะ เจ้านี้เราแนะนำให้น้องชายสามีไปใช้งานด้วยเหมือนกัน งานก็ออกมาดีค่ะ ถ้าไม่ลืมจะรีวิวหน้างานจริงให้อีกทีด้านล่างค่ะ

ฟูกนอนพื้น

ในห้องนอนก็จะมีโต๊ะทำงานด้วยค่ะ ก็จะเป็นร้านเดียวกับของข้างล่างค่ะ (ตัวนี้ก็ทำเองนะคะ)
เก้าอี้ 2 ตัวนี้ก็ร้านเดียวกับข้างล่างค่ะ แต่อันนี้ไม่มีขาไม้ เป็นพลาสติกทั้งตัวค่ะ

ฟูก

ผ้าม่าน

พอเตียงอยู่ที่พื้น ทีนี้อะไรๆ ก็จะเตี้ยตามเตียงไปหมดค่ะ อย่างเช่น ชั้นวางทีวีค่ะ อันนี้ซื้อจาก ikea ค่ะ

ห้องนอน

โต๊ะหัวเตียงซื้อจาก ikea ค่ะ อันนี้แนะนำว่าถ้าซื้อมาแล้วควรเอามาเคลือบแลคเกอร์หน่อยค่ะ เพราะเค้าไม่ได้เคลือบอะไรมาเลย ถ้ามาใช้งานจริงแล้วโดนน้ำหรือสกปรก เนื้อไม้มันจะเสียได้ง่ายๆ เลยค่ะ อันนี้ของเราก็เคลือบค่ะ พอดีว่ามีของเหลือมาจากที่ทำโต๊ะทำงานค่ะ

หน้าต่างหัวเตียงเรา ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่ามันอยู่ไม่กลางเตียงค่ะ แต่เราให้ช่างติดม่านติดแบบหลอกๆ ให้ดูเหมือนว่ามันกลางค่ะ ส่วนร้านม่านร้านนี้ เราไม่ค่อยถูกใจนะคะ ไม่ขอรีวิวแล้วกันค่ะ

ผ้าม่านสีเทา

อีกมุมนึงค่ะ หน้าต่างตรงโต๊ะทำงานจะมองลงไปเห็นสนามหญ้าหน้าบ้านค่ะ ส่วนช่องเล็กๆ ตรงนั้นคือทางเข้า walk-in closet ค่ะ อันที่จริงเราว่าจะติดม่านไม่ก็ประตูค่ะ แต่ว่ายังไม่มีเวลาไปซื้อมาทำค่ะ

บรรยากาศในห้องนอน

นี่ค่ะ วิวจากโต๊ะทำงาน ถามว่าได้ดูบ่อยไหม? ไม่เคยเลยค่ะ ได้มองลงมาแค่ตอนเปิดหน้าต่างตอนเช้าค่ะ =__=’

วิวหน้าบ้าน

อันนี้เป็น walk-in closet ของเราค่ะ เสื้อผ้าเรามีกันแค่นี้ค่ะ เราเป็นผู้หญิงที่ไม่ได้มีเสื้อผ้าเยอะค่ะ แล้วนี่ย้ายบ้านมาก็คัดทิ้งไปแล้วด้วยค่ะ เลยยิ่งน้อยไปใหญ่ ตอนแรกนึกว่าจะไม่พอ ก็ไปซื้อราวสีขาวมาเพิ่ม ปรากฎว่าไม่มีของจะแขวนค่ะ

walk-in closet ของเราเป็นเฟอร์ลอยตัวทั้งหมดค่ะ ที่ไม่ได้ทำ build in เพราะเรื่องงบก็ส่วนนึงค่ะ และติดปัญหาที่ว่าผนังมันเป็นผนังเบาด้วยค่ะ เลยไม่ค่อยมั่นใจว่าถ้าเอาอะไรไปยึดมันจะทนมั้ย ก็เลยเอาแบบนี้ดีกว่าค่ะ ประหยัดกว่ากันมาก ลองคิดคร่าวๆ ทั้งห้องนี้แค่ 7,000-8,000 บาทค่ะ (ไม่รวมตู้กระจกอันนั้น เราเคยขายเครื่องประดับเลยซื้อมาโชว์ค่ะ แต่ความจริงไม่ค่อยได้ใช้ค่ะ)

ราวแขวนเสื้อที่อยู่ทางซ้าย 2 ชิ้นนั้นจาก ikea ค่ะ ชิ้นละ 2,000 บาท โดยประมาณ
ราวแขวนที่โล่งๆ อยู่ตรงกลาง อันนั้นก็จาก ikea น่าจะ 600-800 บาท
ชั้นวางเสื้อผ้าทางขวาก็จาก ikea ค่ะ 1,990 บาท
กล่องพลาสติกล่องซ้ายใส่พวกชั้นใน ถุงเท้า จาก HomePro ค่ะ ไม่กี่ร้อยบาท

ราวแขวนเสื้อ

อันนี้เป็นห้องน้ำที่ใหญ่ที่สุดของบ้านค่ะ แล้วก็เราขอแนะนำนะคะ “อย่าทำพื้นห้องน้ำสีขาวค่ะ” เข้าใจใช่ไหมคะ -..-
คือตอนแรกมีแม่บ้านไงคะ แล้วเค้าก็ล้างห้องน้ำทุกวัน ทีนี้อยู่ๆ ก็ไปไม่ลา ก็ปรับตัวไม่ทันอะค่ะ ตอนนี้ล้างเอง ก็เศร้าไปค่ะ T^T

ในห้องน้ำ

อันนี้เป็นห้องนอนเล็กค่ะ มีของอยู่แค่นี้เองค่ะ (อันนี้ถ่ายตอนแม่มานอนด้วย ก็จะแอบรกนิดนึงค่ะ)

ห้องนอนเล็ก

มาถึงห้องสุดท้ายของบ้านแล้วค่ะ เป็นห้องน้ำขนาดจิ๋วหลิวค่ะ เล็กมาก แต่ก็ครบทุกฟังก์ชันค่ะ
อ่างล่างหน้าขนาดเล็กมากอันนั้นซื้อจาก HomePro ค่ะ 3,000 – 4,000 บาทค่ะ

ชักโครก

รูปภาพแบบ Before VS After ค่ะ
ขอเล่า…อันนี้มีเพื่อนบอกว่าขอให้ทำให้หน่อย จะเอาไปให้แฟนดูว่าซื้อบ้านเก่าแล้วทำออกมาก็สวย
พอเราทำเสร็จ ส่งให้เพื่อน มันถามว่า ส่งมาทำไม ไอ … เพื่อนคนนั้นชื่อเฟิสค่ะ

ไหนๆ ก็ทำรูปมาแล้ว เลยเอามาลงให้ดูกันค่ะ

ภาพก่อนหลังหน้าบ้าน

ภาพก่อนหลังบริเวณสวน

 

ภาพก่อนหลังในบ้าน

 

 

ภาพก่อนหลังห้องครัว

การเปลี่ยนแปลงในบ้าน

ภาพก่อนหลังห้องน้ำ

ภาพก่อนหลังบันได

ภาพก่อนหลังบันไดในบ้าน

ภาพก่อนหลังมุมในบ้าน

ภาพก่อนหลังบริเวณในบ้าน

ความเปลี่ยนแปลงของบ้าน

ภาพก่อนหลังในการเปลี่ยนแปลงของบ้าน

รูปครัวเพิ่มเติมค่ะ ที่บอกไว้ข้างบนว่าจะมารีวิวเพิ่มเติมนะคะ

เราทำที่ร้านนี้  kiddai.studio

ปัญหาที่เราเจอคือส่งแบบให้ช้า วันติดตั้งงานก็ไม่เรียบร้อย ต้องเข้ามาแก้งานอีก แต่สิ่งที่ดีคือน้องเจ้าของรับผิดชอบมาก ตามแก้งานให้จนจบค่ะ
ก็อาจจะมีเสียอารมณ์ไปบ้าง แต่ว่าถ้าพูดคุยกันเข้าใจ งานออกมาตามที่ตกลง มีปัญหาแล้วเผชิญหน้าแก้ไข เราโอเคค่ะ ยังไงถ้าใครจะทำกับเจ้านี้ต้องคุยงานละเอียดๆ นะคะ

ส่วนข้อดีของเจ้านี้คืองานเค้าสวย ราคาจับต้องได้ค่ะ

มาดูรูปกันค่ะ

ลิ้นชักในครัว

ไมโครเวฟ

ตู้เย็น

ช่องถังขยะและช่องบน อันนี้เราก็ออกแบบมาให้วางถังพอดีค่ะ เราใช้ถังเดิมจากบ้านเก่า (ซื้อจากอิเกีย)
ส่วนชั้นที่อยู่ข้างบนนั่นเป็นกล่องใส่พวกขยะเปียกที่ต้องทิ้งทุกวันค่ะ

ช่องถังขยะ

ตู้เก็บของ

อ่างล้างจาน

ไม้กั้นช่องพวกนี้เค้าไม่ได้มีให้นะคะ เราให้พ่อเราตัดไม้มาให้

ช้อนส้อม

ลิ้นชักกลาง ในลิ้นชักนี้ก็เปิดแล้วถ่ายเลยนะคะ รกหน่อยก็ไม่เป็นไรเนอะ 555 (แอบโดนสามีบ่นว่าไม่จัดก่อน)

ลิ้นชักกลาง

ลิ้นชักล่างใหญ่สุด ใส่พวกหม้อ กระทะค่ะ

กระทะ

ลิ้นชักเครื่องปรุงเค้าไม่มีไม้กั้นด้านข้าง เราเลยไปซื้อขาม่านยืดหดได้จากไดโซะมาใส่ค่ะ ขวดจะได้ไม่หล่น

เครื่องปรุง

สำหรับครัว เราก็ออกแบบไปให้เค้านะคะ ใช้โปรแกรม Sweet Home 3D เหมือนกันค่ะ
เราไม่รู้ว่าเค้ามีบริการออกแบบด้วยไหม แต่เรามีแบบในใจแล้ว เราเลยทำไปให้เค้าดีกว่า จะได้ถูกใจเราค่ะ

แบบบ้าน 3D

ต่อไปเป็นส่วนของกระเบื้องค่ะ กระเบื้อง Subway ในไทยเท่าที่เราเจอมีแค่ 2 ที่ค่ะ
อีกที่นึงเราไม่ได้ใช้ เพราะค่าส่งมาที่เราแพง
เราใช้อีกเจ้าที่ชื่อว่า Thethreetouch ค่ะ แอดมินใจเย็นดีค่ะ เราถามจุกจิกก็ไม่ว่า
แถมตอบกลับมาอย่างละเอียดด้วยค่ะ

เค้าจะมี 2 แบบ เซรามิกกับดินเผา จริงๆ เราชอบดินเผามากกว่า แต่อันนี้เราใช้แบบเซรามิก เพราะตอนนั้นดินเผาจะต้องรอของ แต่เซรามิกได้เลย และราคาของดินเผาจะแพงกว่าด้วย เราเลยใช้เซรามิกค่ะ
กระเบื้องเค้ามีหลายไซซ์เลยนะคะ เราใช้ไซซ์ 3 x 6 นิ้วค่ะ ตรม. ละ 750 บาท
ใช้แค่ 3 ตรม. ค่ะ เหลือหน่อยนึงด้วย

เราติดกันน้ำมันกระเด็นค่ะ เคยอ่านเจอหลายๆ ท่านบอกว่าไม่ควรใช้กระเบื้อง เพราะตรงยาแนวมันจะเป็นคราบ
อันนี้เราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน เพราะที่บ้านเก่าก็ใช้แบบนี้ แต่แค่ 3 ปี เลยไม่รู้ว่ายังไง
แต่พอดีว่าชอบ ก็เลยเอาแบบนี้ค่ะ 555 (ไม่ค่อยจะถูกต้องเท่าไรนะ)

ผนังกระเบื้อง

ผนังกระเบื้องภายในบ้าน

ชั้นวางจาน

จริงๆ ตอนแรกก็ว่าจะปูเองค่ะ แต่ขี้เกียจสุดๆ แล้ว เลยจ้างช่างที่รับเหมาบ้านเราทำค่ะ ^^’
คือพองานเค้าเสร็จ เค้าก็ยังเข้าๆ ออกๆ บ้านเราอยู่เรื่อยอ่ะค่ะ ส่วนใหญ่จะเป็นงานแก้เล็กๆ น้อย เค้าก็ไม่เคยเกี่ยงงอนค่ะ
แต่อาจจะเข้ามาช้าบ้างเพราะติดงานบ้านอื่น ก็เข้าใจได้ค่ะ

มีต่อเรื่องม่านค่ะ

อ้อ ลืมไปเลยค่ะ อยากบอกเรื่องผ้าม่านมากๆ
ถ้าคนไม่เคยทำบ้านมาก่อน จะไม่รู้เลยว่าค่าม่านสั่งตัดนี่แพงมาก
หลักหมื่นกันเลยทีเดียว เราเลยใช้ม่านสั่งตัดแค่ในห้องนอนค่ะ (เพราะต้องการผ้า UV ค่ะ)
ส่วนที่เหลือของบ้านเราใช้ม่านสำเร็จ และรางม่านของ ikea ค่ะ ให้สามีติดรางม่านให้
ราคาถูกกว่ากันเยอะมาก เราใช้ไปไม่ถึงหมื่นค่ะ
ถ้าสั่งตัดเราลองให้เสนอราคามาดูทั้งหล้งประมาณ 40,000 ค่ะ
เราแนะนำผ้าม่านที่ ikea นะคะ เท่าที่ดูมาราคาถูกกว่า HomePro ค่ะ แบบสวยกว่าด้วย (อันนี้แล้วแต่คนชอบ)

แต่ข้อเสียคือบานใหญ่ๆ อย่างประตูเลื่อนกว้าง 2 เมตร จะไม่มีม่านที่กว้างขนาดนั้นค่ะ
แต่เราไม่ซีเรียสว่าต้องเป็นผืนยาวติดกัน เราใช้ตรงส่วนนี้ 4 ผืนค่ะ แบบนี้

ผ้าม่านแบบยาว

ส่วนบานสั้นๆ พวกนี้ เราก็ซื้อแบบยาวมาตัดค่ะ (ม่าน ikea ยาว 2.5 ม. ไม่มีม่านสั้น)
เราตัดเอง แล้วให้น้องสาวเย็บให้ ถ้าใครไม่มีคนรู้จักเย็บให้ก็ไปจ้างเอาก็ได้ค่ะ เราว่ายังไงก็ถูกกว่า

มุมห้อง

แล้วมันจะมีเศษผ้าเหลือ ก็เอามาทำผ้าเช็ดมือได้อีก (เข้ากับบ้านด้วย)
ของเราทำผ้าเช็ดมือได้ 16 ผืน แถมเหลือให้แม่อีกหลายเมตร แม่เอาไปทำผ้าม่านบ้านตัวเองอีก

ตะขอแขวน

เป็นยังไงกันบ้าง กับการรีโนเวทบ้านของปี พ.ศ.2526 ให้กลายเป็นบ้านในปี พ.ศ.2561 หวังว่าทุกคนจะได้รับไอเดียใหม่ๆ ไปปรับใช้กันนะคะ ซึ่งทางเราต้องขอขอบคุณบทความดีๆ และภาพประกอบจาก คุณ HappyAries  www.girlsweethome.com และ www.facebook.com/GirlSweetHome