4 ข้อควรคำนึง ก่อนเลือก ซื้อตู้เย็น ให้เหมาะกับ การใช้งาน และ พื้นที่ภายในบ้าน

Home / เทคนิคเรื่องบ้าน / 4 ข้อควรคำนึง ก่อนเลือก ซื้อตู้เย็น ให้เหมาะกับ การใช้งาน และ พื้นที่ภายในบ้าน

“ตู้เย็น” เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่มีความจำเป็นอันดับหนึ่งในทุกครัวเรือน ปัจจุบันมีตู้เย็นมากมายหลากหลายรุ่นวางขายในตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคเลือกตามความต้องการใช้งาน จนบางครั้งนักช้อปมือใหม่ที่เพิ่งซื้อบ้านหรือคอนโดเป็นของตัวเอง เกิดความสับสนว่าแท้จริงแล้วตัวเราเองนั้นเหมาะสมกับการใช้งานตู้เย็นแบบไหน และควรเลือก ซื้อตู้เย็น อย่างไรให้เหมาะกับการใช้งานของเรา เราจึงมีเคล็ดลับดีๆ สำหรับคนที่จะเลือกซื้อตู้เย็นมาฝากกัน

ขนาดตู้เย็น

1. ขนาดตู้เย็นและดีไซน์ ขนาดของตู้เย็นเป็นสิ่งแรกที่เราควรคำนึงถึง สำหรับผู้ที่อาศัยอยู่คอนโด แน่นอนว่าถูกจำกัดด้วยเนื้อที่และจำนวนผู้อยู่อาศัย ตู้เย็นขนาดใหญ่จึงไม่เหมาะกับการใช้งานมากนัก ดังนั้น ตู้เย็น 2 ประตู ขนาด 7.1 – 14.9 คิว ซึ่งมีความจุตั้งแต่ 200-422 ลิตรสำหรับผู้อยู่อาศัย 1-3 คนจึงเป็นทางเลือกยอดนิยม ส่วนผู้ที่อาศัยอยู่บ้านเดี่ยวหรือทาวเฮ้าส์ พื้นที่ภายในบ้านมีมากขึ้น ผู้อยู่อาศัยมีจำนวนหลายคน ตู้เย็น 2 ประตู ขนาด 21.5 คิว หรือจะเป็นตู้เย็น side by side ขนาด 21.7 – 22.6 คิว ซึ่งมีความจุ 616-640 ลิตร 4-6 คนขึ้นไป ก็เป็นทางเลือกที่ดี นอกจากนั้น เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านยังเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งบ้าน ดังนั้นโทนสีของเครื่องใช้ไฟฟ้าจึงเป็นสิ่งที่สำคัญในการตกแต่งบ้านเช่นกันอย่างตอนนี้เทรนด์ของห้องครัว สีดำ สีเทา หรือสีเข้มกำลังเป็นที่นิยม ดังนั้น ตู้เย็นสีดำจึงเป็นสีใหม่ที่ออกแบบมาให้เข้ากับชุดครัวหรือเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านสมัยใหม่

ตู้เย็น
2. เทคโนโลยีและฟังก์ชั่นการใช้งาน หลังจากเลือกได้แล้วว่าตู้เย็นขนาดใดเหมาะกับที่อยู่อาศัยของคุณ ก็ถึงเวลามาดูว่า ฟังก์ชั่นการใช้งานของตู้เย็นแบบใดเกิดประโยชน์สูงสุดกับเราบ้าง ทุกวันนี้นวัตกรรมของตู้เย็นพัฒนาไปบนพื้นฐานของการช่วยให้ผู้บริโภคมีชีวิตที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะด้านโภชนาการหรือสุขภาวะอนามัยดังนั้น การพิจารณาฟังก์ชั่นการใช้งานควรคำนึงถึงประโยชน์ด้านสุขภาพที่ผู้ใช้อย่างเราจะได้รับอย่างสูงสุด เช่น

• เทคโนโลยีการทำความเย็นด้วยระบบทำความเย็นแยกส่วนอัจฉริยะ (NeoFrost)ที่มีความแตกต่างกับระบบทำความเย็นทั่วไปที่มีการไหลเวียนของลมเย็นผ่านถึงกันทำให้กลิ่นจากช่องแช่เย็นและช่องแช่แข็งปะปนกัน แต่ระบบทำความเย็นแยกส่วนอัจฉริยะ (NeoFrost) นั้นระบบแยกส่วนทำงานอย่างอิสระทั้งช่องแช่แข็งและช่องแช่เย็น กลิ่นไม่ปะปนกัน และช่วยรักษาความชื้นในอาหารได้มากถึง 90% คงความสดของอาหารได้ยาวนานยิ่งขึ้น

• ช่องเก็บผักและผลไม้ของตู้เย็น ก็ถูกพัฒนาให้ควบคุมความชื้นและการไหลเวียนของอากาศภายใน ลดอัตราการเน่าเสียและช่วยยืดอายุของผักและผลไม้ให้คงความสดยาวนานขึ้นกว่าเดิมถึง 3เท่า

• เทคโนโลยีการถนอมอาหารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแสงสีฟ้า (Active Fresh Blue Light) ที่ช่วยยืดอายุในการเก็บผักและผลไม้ให้ยาวนานขึ้นด้วยแสงสีฟ้า เพราะเกิดกระบวนการสังเคราะห์แสงขึ้นภายในตู้เย็นเช่นเดียวกับธรรมชาติ หรือจะเป็นการถนอมอาหารด้วยประจุไฟฟ้า (IonGuard) ที่สร้างประจุไฟฟ้าขึ้นเพื่อดักจับเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส และอนุภาคขนาดเล็กที่มองไม่เห็นภายในตู้เย็นที่เป็นสาเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์ จึงทำให้อากาศภายในตู้เย็นสะอาดและเก็บรักษาอาหารได้สดสะอาดและยาวนานยิ่งขึ้น

• ประหยัดพลังงาน ตู้เย็นที่ดีควรมีนวัตกรรมประหยัดพลังงานได้มากขึ้น รวมทั้งทำงานเงียบตั้งแต่เริ่มเปิดเครื่องไปจนถึงการใช้งานในชีวิตประจำวัน

3. ความทนทาน เนื่องจากเทคโนโลยีของตู้เย็นพัฒนาไปมากอย่างที่กล่าวข้างต้น มอเตอร์หรือคอมเพลสเซอร์ก็มีความทนทานใช้งานได้นาน ไม่ใช่ปัญหาใหญ่สำหรับผู้บริโภคอีกต่อไป แต่องค์ประกอบภายใน ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องคำนึง วัสดุด้านใน เช่น ชั้นวางของที่ปรับเปลี่ยนได้ตามความต้องการใช้สอย ช่องเปิดปิดด้านข้าง หรือช่องใส่ผักที่เลื่อนได้ ต้องมีความทนทานไม่ว่าจะวางของหนักและเยอะแค่ไหน และยังต้องใช้งานได้ง่ายอีกด้วย

ห้องครัว

4. บริการหลังการขายและการรับประกันถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริโภคอย่างเราต้องคำนึงถึง เช่น การรับประกันมอเตอร์ตู้เย็นยาวนาน 10-12 ปี, การติดต่อศูนย์บริการและความรวดเร็วในการแก้ไขปัญหาให้ผู้บริโภค เป็นต้น

ขอบคุณข้อมูลดีดีจาก Beko (เบโค)