Comfort Zone ความชื้น ธรรมชาติ บ้าน สภาวะสบาย อากาศ อุณหภูมิ

มารู้จัก สภาวะสบาย ใน บ้าน จาก ธรรมชาติรอบตัว

Home / เรื่องทั่วไป / มารู้จัก สภาวะสบาย ใน บ้าน จาก ธรรมชาติรอบตัว

บ้าน ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัยแต่คือพื้นที่ที่เราใช้พักผ่อนและเติมพลังให้ชีวิต “สถาปัตยกรรม” ฉบับนี้ได้รับเกียรติจาก อาจารย์จุลพร นันทพานิช สถาปนิกและอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเรือนพื้นถิ่นและการปลูกสวนป่า มาพูดคุยกันถึงเรื่อง “สภาวะสบาย” ซึ่งหาได้จากธรรมชาติรอบๆ ตัว ด้วยการออกแบบที่ยั่งยืนเพื่อให้เกิดความรู้สึกสบาย มีสุขภาพที่ดี และเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติไปพร้อมกัน นอกจากนี้เรายังได้รวบรวมตัวอย่างการออกแบบที่เอื้อต่อการสร้างสภาวะสบายมาให้คุณผู้อ่านนำไปเป็นแรงบันดาลใจในการทำบ้านให้ “สบาย” อย่างที่ใจต้องการอีกด้วย แต่ก่อนจะไปอ่านบทสัมภาษณ์หลายคนอาจสงสัยว่า สภาวะสบาย คืออะไร เราไปทำความรู้จักคำนี้กันก่อนดีกว่าครับ“สภาวะสบาย” คืออะไร

สภาวะสบาย

สภาวะสบาย (Comfort Zone) อธิบายได้ง่ายๆ ว่า เป็นช่วงอุณหภูมิและความชื้นของอากาศที่ทำให้คนส่วนใหญ่รู้สึกสบาย ซึ่งมีปัจจัยหลักดังนี้
1. อุณหภูมิ
2. ความชื้นสัมพัทธ์
3. ความเร็วลมที่มาปะทะตัวเรา
4. การแผ่ความร้อนจากสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม สภาวะสบายในแต่ละฤดูและแต่ละภูมิภาคก็แตกต่างกันไปในรายละเอียด โดยสภาวะสบายในประเทศไทยจะอยู่ที่อุณหภูมิประมาณ 24 – 27 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ประมาณ 50 – 70 เปอร์เซ็นต์ และความเร็วลมที่ 0.2 – 1.0 m/s1

ความชื้น
ก่อนจะพูดถึงสภาวะสบายให้ละเอียดกว่านี้ เรามาว่ากันถึงปัจจัยหลักของสภาวะสบายกันก่อน เชื่อว่าทุกคนคงคุ้นเคยกับคำว่าอุณหภูมิอยู่แล้ว เรียกง่ายๆ ว่าเป็นค่าเฉลี่ยที่ใช้วัดความร้อนหรือความเย็นนั่นเอง แต่คำว่าความชื้นสัมพัทธ์ นอกจากจะได้ยินบ่อยๆ ในการรายงานพยากรณ์อากาศแล้ว หลายคนก็อาจไม่เคยรู้มาก่อนว่าคืออะไร

ความชื้นสัมพัทธ์ก็คือ หน่วยวัดความชื้นในอากาศนั่นเอง โดยวัดจากอัตราส่วนของไอน้ำที่อากาศในช่วงอุณหภูมินั้นยังรับได้ ไม่เกิดเป็นหยดน้ำไปเสียก่อน (เพราะในแต่ละช่วงอุณหภูมินั้น อากาศมีความสามารถในการรับไอน้ำไว้ได้ไม่เท่ากัน) สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลกับเราทั้งสิ้น เช่น หากมีความชื้นสัมพัทธ์มากเกินไป แม้เราจะรู้สึกร้อนแต่เหงื่อกลับไม่ออก (เหมือนเวลาอยู่ในป่าเขตร้อน) ในทางกลับกัน เมื่อมีความชื้นสัมพัทธ์น้อยเกินไป เราอาจผิวแห้งและปากแตกได้ หรือทำไมเราจึงมักรู้สึกไม่สบายตัวในเวลาที่ฝนใกล้จะตก ทั้งที่อากาศก็ไม่ร้อน คำตอบคือ ความชื้นในอากาศมีสูงเกินสภาวะสบายของเราและลมยังนิ่งไม่พัดผ่านตัวเรา หรือทำไมเราถึงรู้สึกเหนียวตัวเวลาอยู่ใกล้ทะเล ทั้งที่ลมก็พัดอยู่เรื่อยๆ คำตอบก็คือ อุณหภูมิและความชื้นในอากาศสูงเกินไป รวมทั้งลมที่แรงยังนำพาความร้อนมาสู่ตัวเราอีกด้วย สิ่งเหล่านี้ล้วนเกิดจากแรงลม ความชื้นสัมพัทธ์ และอุณหภูมิที่ไม่ได้อยู่ในช่วงของสภาวะสบายทั้งสิ้น

ค่าความชื้นสัมพัทธ์

จากความรู้เบื้องต้นนี้สามารถนำมาปรับใช้กับพื้นที่ของเราได้ไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกอาคาร เพราะประเทศไทยอยู่ในเขตภูมิอากาศร้อนชื้น แนวทางหลักของเราจึงเป็นการพยายามลดอุณหภูมิ ลดความชื้น รวมถึงเพิ่มโอกาสในการรับลม เช่น ปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มร่มเงา การลดอุณหภูมิพื้นที่ การปล่อยให้ลมพัดผ่านเพื่อนำพาความชื้นส่วนเกินออกจากพื้นที่ การออกแบบอาคารให้มีชายคายื่นยาว การทำระแนงบังแดด การออกแบบจัดวางอาคารหรือการออกแบบช่องเปิดเพื่อรับลม นอกจากนี้การใช้ธรรมชาติรอบๆ ตัวให้เป็นประโยชน์ก็ช่วยสร้างสภาวะสบายได้เช่นกัน อย่างการเพิ่มความชื้นในอากาศด้วยไอน้ำที่ต้นไม้คายออกมา หรือการใช้แผ่นปูทางเดินอิฐดินเผา ซึ่งเป็นวัสดุที่เก็บความชื้นได้ดี เมื่อลมที่อยู่ในแนวเดียวกับพื้นที่เหล่านี้พัดผ่านมา ก็จะกลายเป็นลมเย็นๆ ขณะเดียวกันแสงแดดและการถ่ายเทอากาศก็ช่วยจัดการความชื้นให้อยู่ในระดับที่พอดีตามสภาวะสบายได้เช่นเดียวกัน ในทางกลับกันสำหรับพื้นที่ซึ่งมีลมแรงเกินไป การสร้างแนวต้นไม้ เช่น ไผ่ ก็เป็นการลดความแรงลมให้อยู่ในเกณฑ์ที่พอดีทำให้รู้สึกสบายได้นั่นเอง

ขอขอบคุณบทความและภาพประกอบจาก